INNOVATION & ENERGY

ซื้ออสังหาฯต้องรู้ "คอนโดประหยัดพลังงานเกรดสีเขียว" ดีกว่าคอนโดทั่วไปยังไง ?

ซื้ออสังหาฯต้องรู้ "คอนโดประหยัดพลังงานเกรดสีเขียว" ดีกว่าคอนโดทั่วไปยังไง ?

พารู้จัก Thailand Taxonomy เกรดสิ่งแวดล้อม ที่ Sansiri ผ่านเป็นอสังหาฯ เจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทย

Posted on: Jul 10, 2026

เวลาซื้อคอนโดเราดูทำเล ดูราคา ดูดีไซน์ แต่มีใครเคยเช็คเกรดสิ่งแวดล้อมบ้างไหม?

ตอนนี้ประเทศไทยมีมาตรฐานวัดความกรีนของคอนโดอย่างเป็นทางการแล้วนะ ชื่อว่า Thailand Taxonomy และมีแค่แบรนด์อสังหาฯ เจ้าเดียวในไทยที่ผ่านเกณฑ์สีเขียวในตอนนี้

แล้วเกณฑ์นี้คืออะไร ผ่านได้ยากแค่ไหน และสำคัญยังไงกับคนที่กำลังจะซื้ออสังหาฯ? ไปดูกัน 👇

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://siri.ly/4ES4P57 

Thailand Taxonomy คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับธุรกิจไทย

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า Thailand Taxonomy แต่ยังงงอยู่ว่ามันคืออะไรกันแน่

พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด ก็คือระบบจัดเกรดสิ่งแวดล้อมของธุรกิจในไทย โดยใช้ระบบไฟจราจร เขียว เหลือง แดง วัดว่าธุรกิจไหนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริง

🟢 เขียว: ผ่านเกณฑ์เต็มรูปแบบ กรีนจริง ไม่สร้างผลกระทบแอบแฝง และได้สิทธิ์เข้าถึงเงินทุนสีเขียวเต็มที่

🟡 เหลือง: กำลังปรับตัวอยู่ ยังไม่เขียวเต็มร้อยแต่กำลังไปในทางที่ดีขึ้น

🔴 แดง: ยังไม่ผ่านเกณฑ์ ไม่ได้สิทธิ์เงินทุนสีเขียว แต่ไม่ได้แปลว่าผิดกฎหมายนะ

และที่สำคัญมากคือ เกณฑ์นี้เพิ่งขยายมาครอบคลุมภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์เป็นครั้งแรกในระยะที่ 2 เมื่อพฤษภาคม 2568 นี้เอง ก่อนหน้านี้ระยะที่ 1 ที่ประกาศตั้งแต่มิถุนายน 2566 ครอบคลุมแค่ภาคพลังงานและขนส่งเท่านั้น แปลว่าวงการบ้าน-คอนโดเพิ่งเข้ามาอยู่ในเกณฑ์นี้มาได้ไม่นานเลย

สำหรับแบรนด์อสังหาฯ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เกณฑ์ที่ต้องทำตาม แต่คือตั๋วใบใหม่ที่กำหนดว่าใครจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวได้ก่อน ใครจะมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่า และใครที่ผู้ซื้อบ้านยุคนี้จะเลือก เพราะฉะนั้นยิ่งผ่านเกณฑ์ได้เร็ว ยิ่งได้เปรียบ

แล้วการได้เกรดเขียวนี้มันง่ายไหม? ขอบอกเลยว่าไม่ง่ายเลย สำหรับภาคอสังหาฯ มีทางผ่านได้ 2 เส้นทาง แต่แสนสิริเลือกเส้นทางที่ท้าทายกว่า

เส้นทางที่ 1: ผ่านการรับรองอาคารเขียวสากล เช่น LEED หรือ TREES ระดับ Gold ขึ้นไป หรือ EDGE ระดับ Advanced ขึ้นไป เป็นการวัดจากการออกแบบและวัสดุในการก่อสร้าง

เส้นทางที่ 2 (เส้นทางที่แสนสิริเลือก): วัดจากตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้งานอาคารจริงๆ ต้องไม่เกินเพดานที่ประเทศกำหนดไว้ตาม Decarbonization Pathway ของไทย เช่น อาคารที่สร้างในปี 2025 ต้องไม่เกิน 61.94 กิโลกรัมคาร์บอน ต่อตร.ม. ต่อปี และเพดานนี้จะลดลงทุกปีไปจนถึง Net Zero ในปี 2050

ทำไมถึงเลือกเส้นทางที่ท้าทายกว่า? เพราะแสนสิริเชื่อว่าการพิสูจน์ด้วยตัวเลขจริงจากการใช้งานจริง โปร่งใสและตรวจสอบได้มากกว่า เพราะได้รับการรับรองจากองค์กรอิสระอย่าง Bureau Veritas และนั่นคือสิ่งที่ทั้งนักลงทุนและผู้อยู่อาศัยในยุคนี้ให้ความสำคัญ

“คอนโดมาตรฐานสีเขียว” ประหยัดค่าน้ำ-ค่าไฟ 25-35% ตลอดอายุบ้าน

สำหรับ 3 โครงการต้นแบบของแสนสิริ ได้แก่ WIDEN by Sansiri, PTY Residence Sai 1 และ The Standard Residences Hua Hin ที่ได้รับ Green Loan (สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษสำหรับโครงการที่ผ่านเกณฑ์สิ่งแวดล้อมจริง) รวมกว่า 4,000 ล้านบาท สิ่งที่ลูกบ้านได้กลับมาไม่ใช่แค่ความภูมิใจที่อยู่บ้านรักษ์โลก แต่คือมูลค่าและคุณภาพชีวิตที่จับต้องได้จริงๆ
.
เพราะทั้ง 3 โครงการนี้ถูกออกแบบให้ตัวอาคารหายใจได้ สัมพันธ์กับทิศทางลมและธรรมชาติ ใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดภาระของคนที่อยู่จริง ผลที่ได้คือลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำได้กว่า 25-35% ในระยะยาว ในยุคที่ค่าไฟและค่าน้ำแพงขึ้นทุกปีแบบนี้ ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย

ความโปร่งใสที่ทำให้มั่นใจ 'เขียวจริง ไม่มีฟอก'

รู้สึกไหมว่าทุกวันนี้แทบทุกโครงการพูดว่าตัวเองรักษ์โลก แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่าจริงหรือเปล่า?

Thailand Taxonomy แก้ปัญหานี้ได้ เพราะนี่ไม่ใช่แค่ป้ายที่ใครจะแปะเองได้ แต่ต้องพิสูจน์ผ่าน 3 ข้อนี้

1. พิสูจน์ด้วยตัวเลขจริง ไม่ใช่คำโฆษณา: สำหรับอสังหาฯ จะใช้ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อพื้นที่ หรือที่เรียกว่า Emission Intensity เป็นตัววัด บอกไม่ได้ลอยๆ ต้องมีตัวเลขมายืนยัน

2. ต้องให้คนกลางมาตรวจสอบ: ตัวเลขทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบจากองค์กรอิสระ ไม่ใช่ให้ผู้พัฒนาประกาศเองฝ่ายเดียว

3. ต้องไม่มีผลกระทบซ่อนอยู่ (DNSH): แม้จะลดคาร์บอนได้ตามเกณฑ์ แต่ถ้าแอบไปสร้างผลกระทบด้านอื่น เช่น ทำลายระบบนิเวศ ก็ถือว่าไม่ผ่านเกรดเขียว

3 ข้อนี้แหละที่ทำให้เกรดเขียวของ Thailand Taxonomy เชื่อถือได้จริง ไม่ใช่แค่สีสวยๆ ติดป้าย

‘แสนสิริ’ รวมเหล่าผู้นำพันธมิตร เพื่อขับเคลื่อน Green Ecosystem ไปด้วยกัน

ตึกสักหลังไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว มีทั้งคนออกแบบ คนสร้าง คนผลิตวัสดุ และคนปล่อยกู้ ฉะนั้นการทำให้กรีนจริงก็ต้องอาศัยทุกคนในห่วงโซ่นี้เปลี่ยนไปพร้อมกัน

แสนสิริในฐานะ Fast Mover ที่ขยับตัวก่อนใคร จึงทำหน้าที่เป็น Connector จัดงาน GREEN UP 2026 ระดมพลผู้นำทุกอุตสาหกรรมมาร่วมขับเคลื่อน Thailand Taxonomy ไปพร้อมกัน ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

และทุกคนที่มาร่วมเวทีนี้ ต่างปรับตัวครั้งใหญ่ไปพร้อมกัน

🏢 แสนสิริ: ขยับไปพร้อมกันทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่การออกแบบการออกแบบ ก่อสร้าง และการเลือกวัสดุภายใต้หลักคิดในการเริ่มก่อน ปรับก่อน ลดความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลัน”

💨 ไดกิ้น: ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาต่อเนื่องกว่า 10 ปีแล้ว Taxonomy เป็นเหมือนตัวเร่งให้ปรับตัวเร็วขึ้น ผ่าน 2 แกนหลัก คือพัฒนาแอร์ประหยัดพลังงานด้วยเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ขั้นสูง และเปลี่ยนผ่านไปใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

🌳 วนชัย กรุ๊ป: ในฐานะต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน ปรับวิธีคิดสู่แนวคิด Zero Waste ใช้ไม้ทุกส่วนไม่ทิ้งเลย ตั้งแต่กิ่ง ลำต้น ไปถึงราก แปรรูปเป็นวัสดุก่อสร้างและพลังงานชีวมวล โดยใช้ไม้จากต้นยางพาราเป็นวัสดุหมุนเวียนหลัก

🧱 เอสซีจี: พัฒนาปูนคาร์บอนต่ำมาต่อเนื่องถึง 3 รุ่น จากรุ่นแรกลด CO2 ได้ 10% รุ่นสองลดได้ 15-20% จนถึงรุ่นที่ 3 ที่ลดได้สูงสุด 40-50% เมื่อเทียบกับปูนทั่วไป ตอนนี้มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 80% แล้ว

⚡ ปตท.: ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ C3 ปรับพอร์ตคาร์บอนต่ำ ดักจับคาร์บอน และร่วมมือทุกภาคส่วน ควบคู่กับหลัก Energy Trilemma ที่สร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืน

เพราะสุดท้ายแล้ว คำถามที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้ง่ายมากแค่ข้อเดียว “ธุรกิจของเราจะสร้างคุณค่าได้มากขึ้น โดยใช้ทรัพยากรน้อยลงได้อย่างไร?” และนั่นคือหัวใจที่ทำให้ทุกคนในห่วงโซ่นี้เดินหน้าไปด้วยกันได้

___________

#แสนสิริ #ThailandTaxonomy #GREENUP2026 #Sansiri #SansiriSustainability #Towardaregenerativefuture

 

Share :

Related Posts